เท้าแบน (Flat Feet) ในผู้ใหญ่ ไม่เจ็บต้องรักษาไหม? เสี่ยงเข่าเสื่อมจริงหรือ?
เท้าแบน (Flat Feet) ในผู้ใหญ่ ไม่เจ็บต้องรักษาไหม? เสี่ยงเข่าเสื่อมจริงหรือ?
เคยสังเกตไหมครับ?
เวลาเดินย่ำทรายหรือเท้าเปียกน้ำแล้วเหยียบลงบนพื้นแห้ง รอยเท้าของคุณเป็นแบบไหน? บางคนมีส่วนเว้าส่วนโค้งตรงกลางสวยงาม แต่บางคนกลับเห็นรอยเท้า "เต็มแผ่น" กว้างจนแทบไม่เห็นส่วนเว้าเลย
"หมอครับ ผมเท้าแบนแบบนี้ จะเป็นอะไรไหมครับ? เดินนานๆ แล้วเมื่อยง่าย พ่อแม่ก็เป็น กลัวว่าแก่ตัวไปจะเดินไม่ได้ หรือจะทำให้เข่าเสื่อมเร็วขึ้นจริงหรือเปล่า?"
นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอเจอบ่อยมากในคลินิกครับ หลายคนกังวลเพียงแค่เห็นรูปเท้าตัวเองไม่เหมือนคนอื่น ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจจะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เลย
วันนี้หมอเก่งจะพามาไขข้อข้องใจเรื่อง "เท้าแบนในผู้ใหญ่" กันแบบเจาะลึก อ่านจบแล้วจะเข้าใจเลยว่า เราควรดูแลเท้าของเราอย่างไร ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรประมาทครับ
เรื่องเล่าจากห้องตรวจ
มีคนไข้ท่านหนึ่งชื่อ "คุณสมชาย" (นามสมมติ) อายุ 45 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศที่เพิ่งเริ่มหันมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักครับ คุณสมชายเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางกังวลเล็กน้อย แกบอกว่า "หมอครับ ผมเพิ่งเริ่มซ้อมวิ่งได้ 2 เดือน แต่ทำไมผมปวดฝ่าเท้าด้านในกับข้อเท้าจังเลยครับ เพื่อนนักวิ่งบอกว่าดูจากรองเท้าผมแล้ว พื้นรองเท้ามันสึกด้านในเยอะผิดปกติ เขาบอกว่าผมเป็น 'เท้าแบน' ให้รีบมาหาหมอ ไม่งั้นเข่าจะพัง... ผมตกใจมากครับหมอ ผมต้องผ่าตัดไหมครับ?"
จากการตรวจร่างกาย หมอพบว่าอุ้งเท้าของคุณสมชายแบนราบไปกับพื้นเมื่อยืนลงน้ำหนัก แต่พอยกเท้าขึ้น อุ้งเท้าก็กลับมาโค้งได้ (ซึ่งเราเรียกว่าเท้าแบนแบบยืดหยุ่น) และเมื่อกดดูที่เส้นเอ็นประคองอุ้งเท้าด้านใน ก็พบจุดกดเจ็บชัดเจน
เรื่องของคุณสมชาย เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ "ภาวะเท้าแบนในผู้ใหญ่ที่มีอาการ" ครับ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าตัดเสมอไป แต่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่างที่เราต้องฟัง
ความจริงเกี่ยวกับ "เท้าแบน" (Flat Feet)
หมออยากบอกว่า... "เท้าแบน ไม่ใช่โรคเสมอไปครับ"
ในทางการแพทย์ เรามองว่าเท้าแบนเป็น "ลักษณะทางกายวิภาค" แบบหนึ่ง เหมือนบางคนจมูกโด่ง บางคนจมูกแบน คนที่มีเท้าแบนจำนวนมาก (อาจจะมากกว่าครึ่ง) ใช้ชีวิตได้ตามปกติ วิ่งได้ ออกกำลังกายได้ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เลยตลอดชีวิต
แต่! ความจริงอีกด้านคือ ถ้าเท้าแบนนั้นเกิดขึ้นร่วมกับ "ภาวะเสื่อมของเส้นเอ็น" หรือโครงสร้างเท้าที่ผิดรูปจนส่งผลต่อการลงน้ำหนัก มันจะกลายเป็น "โรค" ที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ข้อเท้า เข่า ไปจนถึงสะโพกและหลังได้ครับ
ดังนั้น Key Word สำคัญคือ "เจ็บหรือไม่เจ็บ" และ "กระทบการใช้ชีวิตหรือไม่"
ความรู้เรื่องเท้าแบน
1. เท้าแบน (Flat Feet) คืออะไร?
คือภาวะที่ "อุ้งเท้าทางด้านใน" (Medial Longitudinal Arch) ซึ่งปกติควรจะยกตัวสูงขึ้นคล้ายสะพานโค้ง กลับยุบตัวต่ำลงจนแนบชิดหรือแตะกับพื้น โครงสร้างอุ้งเท้านี้สำคัญมากครับ เพราะทำหน้าที่เหมือน "สปริง" ช่วยรับแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือวิ่ง และช่วยส่งแรงถีบตัวไปข้างหน้า ถ้าสปริงตัวนี้พัง แรงกระแทกก็จะส่งตรงไปที่ข้อต่อต่างๆ ทันที
2. สาเหตุและการกำเนิดโรค (Pathogenesis)
ทำไมอยู่ดีๆ ถึงเท้าแบน? หรือเป็นมาแต่เกิด? แบ่งง่ายๆ แบบนี้ครับ:
- เป็นมาตั้งแต่เด็ก (Congenital): โครงสร้างกระดูกหรือพันธุกรรมกำหนดมาแบบนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นแบบ "ยืดหยุ่น" (Flexible) คือเวลายืนจะแบน แต่เวลาเขย่งเท้าจะมีอุ้งเท้าเกิดขึ้น กลุ่มนี้มักไม่มีปัญหาอะไรน่าห่วง
- เพิ่งมาเป็นตอนโต (Acquired Adult Flatfoot): อันนี้น่าห่วงกว่า สาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุดคือ "ภาวะเสื่อมของเส้นเอ็นทิเบียลด้านหลัง" (Posterior Tibial Tendon Dysfunction - PTTD)
- กลไกการเกิด: เส้นเอ็นนี้ทำหน้าที่เหมือน "สลิง" ที่คอยดึงยกอุ้งเท้าไว้ เมื่ออายุมากขึ้น หรือใช้งานหนัก (เช่น คนที่ยืนนานๆ คนที่มีน้ำหนักตัวมาก) เส้นเอ็นนี้จะเริ่มยืด อักเสบ และเสื่อมสภาพ จนไม่สามารถดึงอุ้งเท้าไว้ได้ อุ้งเท้าจึงทรุดตัวลง
- ผลกระทบต่อเข่า: เมื่ออุ้งเท้าทรุด กระดูกข้อเท้าจะบิดล้มเข้าด้านใน (Overpronation) ทำให้กระดูกหน้าแข้งหมุนตามเข้าไปด้วย ส่งผลให้แนวแรงที่กระทำต่อ "ข้อเข่า" ผิดปกติ แรงจะไปลงที่ผิวข้อเข่าด้านนอก หรือบางกรณีทำให้ลูกสะบ้าเสียดสีผิดปกติ นี่คือคำตอบว่า "ทำไมเท้าแบนถึงปวดเข่าได้"
ปัจจัยเสี่ยง:
- น้ำหนักตัวเกิน (Obesity): เป็นแรงกดทับมหาศาลต่ออุ้งเท้า
- อายุ: เส้นเอ็นเสื่อมตามวัย (มักพบในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป)
- โรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่ทำให้คุณภาพเส้นเลือดและเส้นเอ็นแย่ลง
- การบาดเจ็บ: เคยข้อเท้าพลิกรุนแรง หรือกระดูกหักบริเวณเท้า
3. อาการและสัญญาณเตือน
ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ควรมาปรึกษาแพทย์ครับ:
- ปวดบริเวณอุ้งเท้าด้านใน หรือหลังตาตุ่มใน (เจ็บตามแนวเส้นเอ็น)
- ปวดข้อเท้าด้านนอก (เกิดจากกระดูกส้นเท้าที่บิดออกไปเบียดกับกระดูกตาตุ่มนอก)
- รู้สึกเท้าไม่มีแรง เขย่งปลายเท้าข้างเดียวไม่ได้
- รองเท้าสึกไม่เท่ากัน โดยเฉพาะขอบด้านในสึกมากกว่าปกติ
- รูปเท้าเปลี่ยนไป ส้นเท้าบิดออกด้านข้างอย่างเห็นได้ชัด
- ปวดเข่า หรือปวดหลังเรื้อรังโดยหาสาเหตุที่เข่าหรือหลังไม่เจอ
4. การตรวจวินิจฉัย (Investigation)
หมอจะตรวจละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นแค่โครงสร้าง หรือเป็นโรค:
- การตรวจร่างกาย:
- ดูแนวส้นเท้า: ยืนหันหลังให้หมอ ถ้าส้นเท้าบิดออกข้างนอก (Valgus) ชัดเจน
- สัญญาณนิ้วเกิน (Too many toes sign): มองจากด้านหลัง ถ้าเห็นนิ้วนางกับนิ้วก้อยโผล่ออกมาเยอะกว่าปกติ แสดงว่าเท้าส่วนหน้าแบะออก
- ทดสอบเขย่งเท้า (Single heel rise test): ให้ยืนขาเดียวแล้วเขย่ง ถ้าทำไม่ได้ หรือเจ็บมาก แสดงว่าเส้นเอ็นประคองอุ้งเท้าอาจจะฉีกขาดหรือเสื่อมสภาพรุนแรง
- เอกซเรย์ (X-ray): ต้องเอกซเรย์ท่าน่า "ยืนลงน้ำหนัก" (Weight-bearing) เท่านั้น เพื่อดูแนวกระดูกที่แท้จริง ดูมุมของอุ้งเท้า และดูว่ามีข้อเสื่อมร่วมด้วยไหม
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ใช้ดูการอักเสบ บวม หรือการฉีกขาดของเส้นเอ็น
- MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): จะทำในกรณีที่อาการรุนแรง สงสัยว่าเอ็นขาด หรือวางแผนจะผ่าตัด เพื่อดูรายละเอียดเนื้อเยื่ออ่อนที่เอกซเรย์มองไม่เห็น
5. แนวทางการรักษา (Treatment)
ข่าวดีคือ "ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด" ครับ เราเริ่มจากวิธีง่ายๆ ก่อน:
- การปรับพฤติกรรม: ลดน้ำหนัก (สำคัญมาก!) หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระแทกซ้ำๆ ในช่วงที่ปวด
- อุปกรณ์เสริม (Orthotics):
- แผ่นรองรองเท้า (Insoles): ช่วยหนุนอุ้งเท้า เพื่อกระจายแรงกด ไม่ให้เส้นเอ็นทำงานหนักเกินไป ควรเลือกแบบที่พอดีกับรูปเท้า (บางกรณีแบบสำเร็จรูปก็ใช้ได้ แต่ถ้าเป็นมากอาจต้องสั่งตัดเฉพาะบุคคล)
- รองเท้าที่เหมาะสม: พื้นต้องไม่นิ่มยวบยาบเกินไป ต้องมีส่วนหุ้มส้นที่แข็งแรง (Heel counter) เพื่อประคองส้นเท้าไม่ให้ล้ม
- ยากิน: ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ใช้เพื่อบรรเทาอาการระยะสั้น ไม่ควรกินต่อเนื่องนานๆ
- กายภาพบำบัด:
- ยืดกล้ามเนื้อน่อง (Calf stretching) เพราะกล้ามเนื้อน่องที่ตึงจะยิ่งดึงให้เท้าแบนลง
- บริหารกล้ามเนื้อในฝ่าเท้า (Towel curl) ใช้นิ้วเท้าจิกผ้าขนหนู เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อเล็กๆ ในเท้า
- การรักษาอื่นๆ: การใช้คลื่นกระแทก (Shockwave) หรือการฉีดยาลดอักเสบ (ต้องระวังมาก ห้ามฉีดเข้าเส้นเอ็นโดยตรงเพราะอาจทำให้เอ็นขาดได้)
- การผ่าตัด (Surgery): จะพิจารณาเมื่อรักษาแบบอื่นมา 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น หรือเท้าผิดรูปจนเดินลำบากมากๆ การผ่าตัดมีหลายแบบ ตั้งแต่การย้ายเส้นเอ็น การตัดแต่งกระดูกเพื่อจัดแนวเท้าใหม่ หรือการเชื่อมข้อเท้า (ในรายที่เป็นข้อเสื่อมรุนแรง)
6. พยากรณ์โรคและภาวะแทรกซ้อน
- หายขาดไหม? : ถ้าเป็นแบบโครงสร้าง (กระดูก) จะไม่หายขาด คือเท้าจะไม่กลับมาโค้งสวยเหมือนคนปกติ แต่เราสามารถทำให้ "หายเจ็บ" และใช้งานได้ปกติครับ
- ต้องดูแลตลอดชีวิตไหม? : ใช่ครับ การใส่รองเท้าที่เหมาะสมและการคุมน้ำหนัก คือวัคซีนที่ดีที่สุด
- ภาวะแทรกซ้อนถ้าไม่ดูแล: เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (รองช้ำ), ข้อนิ้วหัวแม่เท้าเก (Bunions), ข้อเท้าเสื่อม, และที่สำคัญคือ ข้อเข่าเสื่อม จากแรงกระทำที่ผิดแนวต่อเนื่องยาวนาน
บทสรุป
เท้าแบน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด ถ้าคุณเท้าแบนแต่ "ไม่เจ็บ" = คุณโชคดี ใช้ชีวิตได้ปกติ แค่เลือกรองเท้าใส่สบายๆ ก็พอ แต่ถ้าเท้าแบนแล้ว "เจ็บ" หรือ "ส้นเท้าบิดล้ม" = ร่างกายฟ้องว่าโครงสร้างรับไม่ไหว ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินความแข็งแรงของเส้นเอ็น
อย่าปล่อยให้ความเจ็บที่เท้า ลามไปทำลายเข่าและหลังของคุณนะครับ เริ่มดูแลฐานรากของร่างกายตั้งแต่วันนี้ เพื่อการเดินที่มั่นคงในวันหน้าครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#เท้าแบน #ปวดฝ่าเท้า #ปวดส้นเท้า #รองช้ำ #เข่าเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดข้อเท้า #เท้าแบนในผู้ใหญ่
References
- Abousayed MM, et al. (2017). Classifications in Brief: Johnson and Strom Classification of Adult Acquired Flatfoot Deformity. Clinical Orthopaedics and Related Research. (สรุป: การแบ่งระดับความรุนแรงของโรคเท้าแบนในผู้ใหญ่ เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม)
- Deland JT, et al. (2019). Adult Acquired Flatfoot Deformity: A Narrative Review. Foot & Ankle International. (สรุป: การทบทวนสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และภาพรวมการรักษาภาวะเท้าแบนในผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นภายหลัง)
- Piyapittayanun P, et al. (2020). The Association Between Flatfoot and Knee Osteoarthritis: A Systematic Review. Journal of the American Podiatric Medical Association. (สรุป: การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างเท้าแบนกับโรคเข่าเสื่อม ซึ่งพบว่าเท้าแบนส่งผลต่อมุมการลงน้ำหนักที่เข่า)
- Bubra PS, et al. (2015). Posterior Tibial Tendon Dysfunction: An Overlooked Cause of Foot Pain. Journal of Family Medicine and Primary Care. (สรุป: ภาวะเส้นเอ็นทิเบียลด้านหลังเสื่อม สาเหตุหลักของเท้าแบนที่มักถูกมองข้ามในการวินิจฉัย)
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Adult Acquired Flatfoot. OrthoInfo. (สรุป: ข้อมูลมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยเท้าแบนสำหรับประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์)
Comments
Post a Comment